เรียน ต่อ มหา ลัย แคนาดา ที่ไหนดี?

ประเทศแคนาดาเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารอย่างเป็นทางการและเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีความปลอดภัยสูง ประชากรของที่นี่มีความเป็นมิตร ชอบช่วยเหลือและมีความสุภาพเป็นอย่างมาก การเรียน ต่อ มหา ลัย แคนาดามีหลักสูตรการศึกษาที่ดีและได้รับการยอมรับอย่างสากลเป็นอย่างมาก 

โดยเฉพาะทางฝรั่งยุโรปที่หลายคนต่างก็ยอมรับการศึกษาของประเทศแคนาดา เพราะฉะนั้นแล้วหากคุณกำลังสนใจเรียน ต่อ มหา ลัย แคนาดาเราก็มาดูกันดีกว่าว่ามหาวิทยาลัยไหนที่เหมาะกับคุณมากที่สุดกัน

5 มหาวิทยาลัยสำหรับคนที่เรียน ต่อ มหา ลัย แคนาดา  

ตามมาดูมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศแคนาดาแต่ละเมืองกัน เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับผู้ที่กำลังมองหาวิทยาลัยที่ต้องการเรียนต่อ พร้อมการบอกเล่าข้อดีการเรียนต่อมหาวิทยาลัยแต่ละเมืองของแคนาดา

1. University of Toronto 

มหาวิทยาโทรอนโตนี้ตั้งอยู่ในเมืองทาริโอของประเทศแคนาดา ซึ่งมหาวิทยาลัยนี้ได้รับการจัดเป็นอันดับที่ 1 ของมหาวิทยาลัยของแคนดานาและติดอันดับที่ 18 ของโลก ที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยชื่อดังและมีนักท่องเที่ยวมาจาก 160 ประเทศ เพราะฉะนั้นนอกจากที่คุณจะได้รับความรู้และฝึกภาษาอังกฤษจากที่นี่แล้ว คุณก็ยังมีโอกาสสร้างมิตรกับเพื่อนๆ จากหลากหลายประเทศอีกด้วย นี่ก็เป็นความสำคัญที่สดในการเรียนมหาวิทยาลัยก็คือ การสร้างคอนเนคชั่นนั่นเอง

2. University of British Columbia 

มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศที่ติดอันดับ 34 ของโลก ตั้งยู่ที่แวนคูเวอร์ โดยที่นี่จะมีนักศึกษาที่ต้องการเข้าเรียนมากกว่า 140 ประเทศทั่วโลก ที่นี่มีหลักสุตรหลากหลายรูปแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจและเศรษฐศาสตร์โลก พร้อมด้วยสื่อและวิจิตรศิลป์ การเข้าเรียนที่นี่ย่อมมีการวางแผนเรื่องค่าเล่าเรียนและค่าที่พักเป็นอย่างดี แต่การเข้าเรียนที่นี่นั้นคุณสามารถแน่ใจได้เลยว่า คุณจะได้รับการเสนองานจากบริษัทชื่อดังหลากหลายที่ทั้งในประเทศและนอกประเทศอย่างแน่นอน

3. McGill University 

มหาวิทยาลัยนี้ตั้งอยู่ที่มอนทรีออลประเทศแคนาดา ซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1821 จากกษัตรย์จอร์จที่สี่ มหาวิทยาลัยนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาที่ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยที่นี่โด่งดังเรื่องโรงแรงการแพทย์แห่งแรงของแคนาดาและยังมีการก่อตั้งคณะนิติศาสตร์ที่เก่าแก่มากที่สุดในประเทศ พร้อมกับสถาปัตยกรรมในเวลาต่อมา มีนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแม็กกิลล์ที่ได้สร้างชื่อเสียงจากการที่พวกเขาได้รับรางวัลโนเบลถึง 12 และมีคนที่ได้รับทุนมากกว่า 145 คน 

4. McMaster University

มหาวิทยาลัย McMaster อยู่ในเมืองออนตาริโอ ประเทศแคนาดา มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งแต่ 1930 ที่นี่มีนักศึกษาต่างชาติมากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก โดยคณะที่เปิดสอนมีทั้งหมด 6 คณะด้วยกันเช่น คณะธุรกิจ, คณะวิศวกร, คณะวิทยาศาสตร์ด้านสุขภาพ, คณะมนุษยศาสตร์, คณะวิทยาศาสตร์อื่นๆ แต่ละคณะก็จะแยกสาขาออกไปอีกเพื่อให้ตรงกับสิ่งที่คุณสนใจเป็นพิเศษ นอกจากนี้แล้วก็ยังมีลูกศิษย์ที่ได้รับรางวัลโนเบลได้แก่ Dr. Mzron Scholes สาขาเศรษฐศาสตร์ และ Dr. James Obrinski ที่ได้รับรางวัลโนเบลแพทย์ดีเด่น

5. ACSENDA School of Management (ASM)

มหาวิทยาลัย ACSENDA School of Management อยู่ใจกลางเมืองแวนคูเวอร์ เป็นมหาลัยเอกชนที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2004 ที่เน้นการเรียนการสอนอย่างทั่วถึงโดยห้องเรียนหนึ่งจะมีนักเรียนไม่เกิน 10 คน เพื่อการดูแลนักเรียนทุกคนอย่างทั่วถึง นอกจากนี้แล้วก็ยังมีค่าเรียนไม่แพงมาก ระดับคะแนนของ TOEFL จะอยู่ที่ 550 คะแนน หากคุณต้องการทำงานอยู่ที่ประเทศแคนาดานี่ก็จะเป็นโอกาสที่ดี เพราะคุณจะได้โอกาสการทำงานต่อหลังเรียนจบเป็นเวลา 3 ปี 

นอกจากนี้แล้วก็ยังมีมหาวิทยาลัยอื่นๆ อีกมามายที่ตรงกับงบประมาณและสาขาที่คุณต้องการเรียน หากคุณสนใจ เรียน ต่อ มหา ลัย แคนาดา มหาวิทยาลัยที่เราได้รวบรวมมาจะเป็นประตูเปิดโอกาสในการทำงานของคุณได้เป็นอย่างดีและยังทำให้คุณรู้จักกับนักศึกษาที่มาจากประเทศอื่นๆ เป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ดีในช่วงการเรียนในมหาวิทยาลัยนี้

สุดยอดงานวิจัยเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจ จากกรมประมง

ในวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา กรมประมง ได้จัดงานถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจ เพื่อนำสู่การผลิตแบบแปลงใหญ่ “เปิดบ้านงานเด่น กพจ.” โดยมีนักวิชาการจากทั่วประเทศไทยมาเสนอสุดยอดผลงานวิจัย อีกทั้งยังมีการเสวนา ในหัวข้อเรื่อง “ทิศทางการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจ” จากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน การจัดแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และยังมีผลิตภัณท์ประมงจาก 4 ภูมิภาค ที่หาซื้อได้ยาก มาจำหน่ายในงานนี้อีกด้วย

นายถาวร จิระโสภณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เผยว่า งานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจ เพื่อนำสู่การผลิตแบบแปลงใหญ่ (เปิดบ้านงานเด่น กพจ.) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 28 สิงหาคม 2562 ณ ห้องประชุมอานนท์ และบริเวณโดยรอบอาคารโฮมเมอร์ สกอตต์ สวิงเกิล ภายในกรมประมง โดยกรมประมงมีภารกิจหลักในการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดโดย มีหน้าที่ศึกษา ค้นคว้า วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดและพรรณไม้น้ำจืด การจัดการฟาร์ม การส่งเสริมอาชีพ ตลอดจนการมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของเกษตรกรเพื่อพัฒนาแหล่งผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้านการเกษตรแบบครบวงจร กรมประมงจึงมีแนวคิดในการเผยแพร่งานวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจ โดยการเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา เกษตรกร และประชาชนทั่วไปได้เข้าถึงแหล่งข้อมูล สามารถนำองค์ความรู้ และนวัตกรรมใหม่ๆ ไปพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดอย่างยั่งยืน

ชมงาน “มหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 15”

ยกระดับมาตรฐานสัตว์เลี้ยงไทย! เครือซีพี จับมือภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชนแ ละชมรมสัตว์เลี้ยงกว่า 50 องค์กร จัดงานครั้งใหญ่ประจำปี “มหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 15” โดยมุ่งหวังยกระดับมาตรฐานสัตว์เลี้ยงไทย และเพิ่มรายได้จากการส่งออก พร้อมไฮไลต์งานสุดพิเศษ โชว์ความสามารถที่หลากหลายของสุนัขทรงเลี้ยง และพบกับครั้งแรกของประเทศไทย กับการแข่งขันประชันเสียงอันไพเราะของนก “เลิฟเบิร์ด”

 

 

ในวันที่ 26 พ.ย. 2562 นายวัลลภ เจียรวนนท์ ประธานคณะกรรมการดำเนินการงานมหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย และ นายสารกิจ ถวิลประวัติ รองประธานคณะกรรมการฯ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้จัดงานแถลงข่าวการจัดงานมหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 15 ที่จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 13-15 ธ.ค. 2562 ณ ตลาดกลางปลาสวยงามและสัตว์เลี้ยง (ฟิชวิลเลจ) อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ซึ่งเราจะพบกับการจัดแสดงสัตว์เลี้ยง สัตว์แปลก สัตว์หายาก และงานประกวดสัตว์เลี้ยง เพื่อชิงถ้วยรางวัลพระราชทานอันยิ่งใหญ่ระดับประเทศ โดยมุ่งหวังว่า นี่จะเป็นเวทีช่วยพัฒนาวงการสัตว์เลี้ยงไทยเข้าสู่มาตรฐานสากล และจะช่วยสร้างรายได้จากการส่งออกสัตว์เลี้ยงออกนอกประเทศ

ภาพตัวอย่างจากงาน

 

นักลงทุนอุตสาหกรรมปศุสัตว์ กว่า 45,000 คน ร่วมชมงาน วิฟ เอเชีย 2019

สำหรับงาน วิฟ เอเชีย 2019 ที่เพิ่งจบไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีผู้เข้าชมงานกว่า 45,000 รายตลอดสามวัน ซึ่งถือว่าประสบผลสำเร็จในการจัดงานเป็นอย่างยิ่ง การันตีความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าครั้งที่ผ่านมา

งาน วิฟ เอเชีย นั้นเป็นงานที่แสดงเกี่ยวกับเทคโนโลยี และงานสัมนาสำหรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์และสัตว์น้ำ อันดับ 1 ของภูมิภาคเลยก็ว่าได้ ซึ่งยังครอบคลุมข้อมูลตั้งแต่ เมล็ดพันธุ์อาหารสัตว์ ไปจนถึงกระบวนการผลิตอาหาร ซึ่งสำหรับในปี 2019 ยังได้ก้าวไปอีกขั้้นหนึ่ง ด้วยจุดยืดที่แข็งแกร่งในด้านการดึงดูดนักลงทุนกว่า 120 ประเทศที่หลั่งไหลมาเข้าชมงาน ถือเป็นอัตราเติบโตสูงสุดถึงร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับครั้งที่ผ่านมา แสดงให้เห็นได้ว่า นักลงทุนทั่วโลกนั้นได้ให้ความสำคัญ และให้ความเชื่อมั่นกับงานนี้เป็นอย่างมาก ถือว่าเป็นงานที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมที่นักลงทุนหมายตา

“Bee Learning Center” ศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับผึ้ง แห่งแรกของเอเชีย ณ ม.เกษตรฯ

“Bee Learning Center” หรือ ศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับผึ้ง ตั้งอยู่ที่ บริเวณอาคารวิจัยกีฎวิทยา ด้านถนนวิภาวดีรังสิต อยู่ภายใต้ความดูแลของภาควิชา กีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ออกแบบอาคาร โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สรนาถ สินอุไรพันธ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นอาคารสถาปัตยกรรมแบบร่วมสมัย แบบชั้นเดียว มีขนาดกะทัดรัด และมีการยกพื้นเพื่อให้มีพื้นที่ระเบียงใช้สอย ประตูบานใหญ่เปิดได้รอบ 3 ด้านของตัวอาคาร ในส่วนของหลังคา ทำช่องแสงธรรมชาติ เพื่อประหยัดพลังงาน และนอกจากนี้ ในส่วนของพื้นที่ใช้สอย สามารถยืดหยุ่นได้หลากหลายรูปแบบการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการเยี่ยมชมศูนย์ การอบรม การประชุมขนาดเล็ก และยังเป็นสถานที่พบปะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับผึ้งด้วย

Bee Learning Center ศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับผึ้ง

เปิดทำการทุกวัน (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) ตั้งแต่เวลา 9.00-16.00 น. และทุกวันพุธ เวลา 9.00-10.00 น.จัดกิจกรรมสาธิตการเลี้ยงผึ้ง
สำหรับกิจกรรมอื่น ๆ ติดตามได้ในปฏิทิน ศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับผึ้ง (Bee Learning Center) Fackbook: Bee learning หรือเวปไซต์ ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เฝ้าระวัง “ด้วงงวงเจาะเมล็ดมะม่วง” หวั่นทำตลาดส่งออกพัง

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า ขณะนี้พบด้วงงวงเจาะเมล็ดมะม่วง หรือ Sternochetus olivieri (Faust) ซึ่งเป็นแมลงปีกแข็งที่จะกัดกินเมล็ดมะม่วง ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกไปยังเกาหลีใต้ ในช่วงตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย. 61 – 26 มิ.ย. 21 รวมทั้งสิ้น 12 ครั้งด้วยกัน ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นจำนานกว่า 10 ล้านบาทเลยทีเดียว
กรมส่งเสริมการเกษตร จึงขอความร่วมมือเกษตรกรและผู้ส่งออกให้ตระหนักต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดย
1. ผู้ส่งออกต้องซื้อมะม่วงจากเกษตรกรที่ได้รับการรับรอง GAP เท่านั้น
2. เกษตรกรต้องดำเนินการผลิตตามแนวทางเกษตรดีที่เหมาะสม GAP เน้นการป้องกันและควบคุมด้วงงวงเจาะเมล็ดที่ถูกต้อง

การป้องกันและกำจัด

1) วิธีเขตกรรม ให้ดูแลเก็บผลมะม่วงสุกที่ถูกด้วงเข้าทำลายหรือเผาทิ้ง ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง กำจัดวัชพืช และหมั่นทำความสะอาดแปลง
2) ทางเคมี พ่นสารเคมีอิมิดาคลอพริด อัตราส่วน 5 – 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร และแลมป์ด้าไซฮาโลทริน อัตราส่วน 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคาร์พริด 5.85 อัตราส่วน 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารจับใบ พ่น ล้างต้นและลงดินเพื่อฆ่าตัวแก่ ในระยะมะม่วงเริ่มแทงช่อดอกควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช
3) การควบคุมด้วงงวงเจาะเมล็ดนอกแปลงปลูก เมล็ดมะม่วงที่โรงงานนำมาแปรรูปแล้ว ควรควบคุมด้วงงวงเจาะเมล็ดด้วยการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูมะม่วง
4) ผู้ส่งออกต้องตระหนัก และให้ความร่วมมือซื้อมะม่วงจากเกษตรกรที่ได้รับการรับรอง GAP เท่านั้น เพื่อลดปัญหาด้วงงวงเจาะเมล็ดกับมะม่วงที่ส่งออกไปยังปลายทาง

เอาใจคนรักหวาน สับปะรดสายพันธุ์ใหม่ “เพชรบุรี 2” คลอดแล้วจ้า

กรมวิชาการเกษตร ส่ง “เพชรบุรี 2” สับปะรดพันธุ์ใหม่ ลักษณะเด่น ผลทรงกระบอก แกนเล็ก ตาตื้น ช่วยลดการสูญเสียเนื้อเมื่อเข้าเครื่องปอก คุ้มแปรรูปเป็นสับปะรดกระป๋อง แถมค่าความหวานเฉลี่ยยังชนะพันธุ์ดั้งเดิมปัตตาเวียอีกด้วย

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เผยว่า สับปะรดเป็นผลไม้ที่สร้างมูลค่าการส่งออกให้กับประเทศไทย ปีละไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท ซึ่งงานวิจัยและพัฒนาส่วนมากที่ผ่านมา เน้นไปที่การเขตกรรม และการอารักขาพืช ทำให้พันธุ์สับปะรดที่ปลูกก็ยังคงเป็นสายพันธุ์เดิม ซึ่งปริมาณผลผลิตต่อไร่ โดยเฉลี่ยแล้ว อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ อีกทั้งด้วยการปลูกพันธุ์เดิมติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการกลายลักษณะที่ไม่พึงประสงค์มากยิ่งขึ้น

สับปะรดพันธุ์ใหม่ โดนใจอุตสาหกรรมแปรรูป

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การคัดเลือกสายต้นเป็นแนวทางการปรับปรุงพันธุ์วิธีการหนึ่งที่ใช้ระยะเวลาสั้น จึงได้ทำการคัดเลือกสายต้น โดยมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ ที่ให้ผลผลิตที่ไม่น้อยลง และมีลักษณะที่เหมาะสมต่อการนำไปแปรรูปตามความต้องการของโรงงาน ซึ่งได้แก่ ผลมีลักษณะเป็นทรงกระบอก ตาตื้น แกนผลเล็ก เพราะจะทำให้ได้เนื้อสำหรับการแปรรูปสูง มีอัตราการสูญเสียเนื้อต่ำ
จึงได้ดำเนินการคัดเลือกสายต้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้สับปะรดพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตไม่น้อยกว่าพันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้า และมีลักษณะเหมาะสมสำหรับการแปรรูปตรงตามความต้องการของโรงงาน ได้แก่ ผลมีลักษณะเป็นทรงกระบอก ตาตื้น แกนผลเล็ก เพื่อให้ได้ปริมาณเนื้อสำหรับแปรรูปสูง และมีอัตราการสูญเสียเนื้อต่ำ

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี ได้เริ่มดำเนินการวิจัยและปรับปรุงสายพันธุ์เมื่อปี พ.ศ. 2534 และประสบความสำเร็จได้สับปะรดพันธุ์ใหม่ผ่านการพิจารณาเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรในปี พ.ศ. 2562 ใช้ชื่อพันธุ์ว่า “สับปะรดพันธุ์เพชรบุรี 2” โดยมีลักษณะเด่น คือ
1. มีอัตราส่วนน้ำหนักเนื้อต่อน้ำหนักผลเฉลี่ยเท่ากับ 0.29 ซึ่งสูงกว่าพันธุ์ปัตตาเวีย
2. แกนผลเล็ก
3. ตาตื้น ความลึกตาเฉลี่ย 0.73 – 0.81 ซม.
4. มีผลทรงกระบอกซึ่งเหมาะสำหรับการบรรจุกระป๋อง
5. ค่าความหวานเฉลี่ย 13.9 – 17.9 องศา บริกซ์

สกสว. จับมือ มูลนิธิข้าวไทยฯ เกื้อหนุนชาวนาไทย ให้ก้าวไกลในยุคดิจิทัล

ในวันที่ 16 ธ.ค. 2562 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และภาคีองค์กรพันธมิตร จัดการประชุมเวทีข้าวไทย ปี 2562 หัวข้อเรื่อง “การปรับตัวของชาวนาไทยสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล” ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ห้องประชุมสุธรรมอารีกุล อาคารสารสนเทศ 50 ปี ผู้กล่าวเปิดงาน คือ ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิข้าวไทยฯ โดยวัตถุประสงค์การจัดอบรมครั้งนี้ คือเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเพื่อหาความร่วมมือในการกำหนดทิศทาง รวมทั้งสร้างยุทธศาสตร์เศรษฐกิจข้าว และชาวนาไทย ภายใต้ฐานเศรษฐกิจยุคดิจิทัล

การประชุมครั้งนี้ ได้มีการเสวนา และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ในเรื่องการปรับตัวของชาวนาไทย จากชาวนาไทยมืออาชีพ ซึ่งมาถ่ายทอดประสบการณ์จากการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดผลสำเร็จ อาทิเช่น การใช้โดรน การใช้แอพบนมือถือ หรือระบบเซ็นเซอร์เพื่อทำการตรวจวัด ควบคุม ถ่ายภาพ และวิเคราะห์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเพิ่มผลผลิต และเพิ่มรายได้ให้กับชาวนา ทำให้ชาวนาไทย ก้าวไกลสู่การเป็น “Smart Farmer” ได้

นอกจากนั้น ทางสกสว. ยังได้มีการแนะนำแอพบนมือถือเพื่อชาวนา นั่นคือ

1. ไลน์บอทโรคข้าว

ซึ่งพัฒนาโดยการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการวินิจฉัยและให้คำแนะนำการควบคุมโรคข้าว

2. คลินิกข้าว RD

กลุ่มไลน์ที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ชาวนาได้เข้าถึงเทคโนโลยี ที่ช่วยป้องกัน และกำจัดศัตรูข้าว และบริการตอบปัญหาต่างๆเกี่ยวกับข้าว

3. รีคัลท์

แอพพลิเคชั่นพยากรณ์ฝนที่แม่นยำ

สุดยอด! ผลวิจัยสร้างมูลค่าเพิ่มสับปะรดราชบุรี 23 เรื่อง โดยราชภัฏจอมบึง

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2562 มีการเปิดแถลงข่าวเกี่ยวกับ แผนงานวิจัย เรื่องการบูรณาการการพัฒนาปัจจัยการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการบริหารจัดการ การตลาดเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดจังหวัดราชบุรี โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง โดยมี นาย วิสาห์ พูลศิริรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานในพิธี และ ผศ.ดร. ชัยฤทธิ์ ศิลาเดช รักษาราชการแทนอธิการบดี ผศ.ดร.ชฎาพร โพคัยสวรรค์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา และคณะอาจารย์ นักวิจัย ร่วมให้การต้อนรับและนำเสนอผลงานวิจัย

โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาปัจจัยการผลิต

โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาปัจจัยการผลิต จำนวน 7 เรื่อง ได้องค์ความรู้และนวัตกรรม ดังนี้

1) การขยายสายพันธุ์สับปะรด MD2 ด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อ การแคะหน่อและการตัดดอก

2) การบริหารจัดการน้ำเพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิต

3) สูตรปุ๋ยที่เพิ่มความหวานให้สับปะรด

4) การใช้ภูมิปัญญา ท้องถิ่นเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตและลดระยะเวลาการปลูก

5) การจัดการหน่อพันธุ์เพื่อลดต้นทุนการผลิต

6) เว็บแอพลิเคชั่นสำหรับวางแผนการผลิตและการตลาดเพื่อพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดจังหวัดราชบุรีสู่ การเป็น smart farmer และ

7) เว็บแอพลิเคชั่นวัดความหวานผ่านสมาร์ทโฟน

โครงการวิจัยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

โครงการวิจัยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม จำนวน 11 เรื่อง ได้องค์ความรู้และนวัตกรรม ดังนี้

1) ความเป็นไปได้ เชิงพาณิชย์ของการผลิตวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากสับปะรด

2) ผลิตภัณฑ์สบู่เอนไซม์สับปะรด

3) ผลิตภัณฑ์ผงบำรุงฟัน Bromedent

4) ผลิตภัณฑ์ผงขัดตัว

5) ผลิตภัณฑ์ เจลให้พลังงานสูงสำหรับสับปะรด

6) ผลิตภัณฑ์ไซรัปสับปะรด

7) กล้าเชื้อแบคทีเรียสำเร็จรูปชนิดผงสำหรับ ผลิตน้ำไซเดอร์

8) วัตถุดิบอาหารสัตว์

9) ตราสินค้าที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น

10) บรรจุภัณฑ์เล่าเรื่อง

11) ถุงพลาสติกชีวภาพยืดอายุสับปะรด

โครงการวิจัยเพื่อบริหารจัดการการตลาด

โครงการวิจัยเพื่อบริหารจัดการการตลาด จำนวน 5 เรื่อง ได้องค์ความรู้และนวัตกรรม ดังนี้

1) ความต้องการซื้อสับปะรดผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป

2) ช่องทางการจัดจำหน่ายด้วยเว็บไซต์พาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์

3) ช่องทางการจำหน่ายด้วยแพลตฟอร์มสมัยใหม่ต้นทุนต่ำ

4) ช่องทางการจำหน่ายแบบ ออฟไลน์

5) รูปแบบการบริหารจัดการการขาย นอกจากนี้ยังได้พัฒนาฐานข้อมูลสับปะรดจังหวัดราชบุรีในรูปแบบของ web interface เพื่อสนับสนุนการวางแผนการผลิตสับปะรดของจังหวัดราชบุรี